5 สิ่งที่คนรวยไม่ทำกัน ถ้ายังอยากจะยังรวยอยู่

ข้อ 1 คนรวยไม่ออมเงิน แล้วไปทำอะไรล่ะ เขาเอาเงินนั้นไปลงทุนครับ เพราะเขารู้ว่าไม่มีทางเลยที่จะออมเงินจะรวยได้ครับ ลองคิดตามผมนะคุณเคยเห็นใครออมเงินจนรวยหรือเปล่าครับ ตรงกันข้ามด้วยซ้ำไปครับนอกจากการออมเงิน จะไม่สามารถทำให้คุณมั่งคั่งร่ำรวยได้แล้วนะครับ ยังทำให้คุณนั้นจนลงอีกด้วยครับ เพราะว่าทุกวันนี้ดอกเบี้ยธนาคารอยู่ที่ 0.25 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งนั้นคือตัวเลขที่น้อยมากเลยใช่ไหม และจริงๆไม่ใช่แค่น้อยธรรมดามันแพ้เงินเฟ้อด้วยครับ ยิ่งออมยิ่งจนครับ ทำไมรู้ไหมเพราะว่าช่วงนี้ดอกเบี้ย 0.25 เปอร์เซ็นต์ใช่ไหมครับ แต่ว่าเงินเฟ้อเนี่ยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 3% ครับ ช่วงนี้อาจจะเงินเฟ้อแปลว่าเวลาคำนวณผลตอบแทนจริงๆคุณต้องเอา 3% ตั้งก่อนแล้วก็ลบด้วย 0.25 เขาเรียกว่าผลตอบแทนที่แท้จริง ทุกปีที่คุณออมเงินคุณขาดทุนนะครับติดลบนะ 2.75%  แล้วเศรษฐีเขาจะทำยังไง คือเขาได้เงินมาเหมือนกันก็หาเงินมาเหมือนกันแต่เอาเงินนั้นไปต่อยอดต่างๆ เช่น ลงทุนในหุ้น ซื้อกองทุนอสังหา เป็นต้น ไม่ได้บอกว่าเขาไม่มีเงินสดเลยไม่ใช่แล้ว เขามีเงินสดเหมือนกันแต่เอาไว้ทำไมรู้ไหม เขาเอาไว้ยามเจอทรัพย์สินที่ใช้เมื่อไหร่เขาจะได้มีกำลังไปซื้อครับ

ข้อ 2 คนรวยไม่เสพบันเทิง แต่เขาเสพการเรียนรู้และการพัฒนาตัวเองครับ ถ้าคุณลองไปสังเกตการสัมภาษณ์มหาเศรษฐีทั่วไป คุณจะไม่เคยได้ยินประโยคนี้เลยว่า “เวลาว่างทำอะไรช่วงนี้ ดูอะไรบ้าง” คุณจะไม่เห็นเขาคุยเรื่องแบบว่า “ชอบละครเรื่องนี้มากเลย ติดซีรีย์นี้แบบงอมแง พระเอกคนนั้น นางเอกคนนี้” คือเขาไม่ได้ดูพรุ่งนี้เลยด้วยซ้ำไป แต่เขาเอาเวลาส่วนมากไปพัฒนาตัวเองครับ เช่น บิลเกตส์อ่านหนังสือสัปดาห์ละเล่มครับ มารค์ ซัคเคอร์เบริกร์ ก็เหมือนกัน อ่านประมาณสัปดาห์ละเล่มครับ ตั้งแต่ผมรู้จักคนที่มีฐานะ ได้มีโอกาสสัมภาษณ์หลายคน ผมไม่เคยเห็นใครเลยที่แบบติดบันเทิงเอาจริงๆนะ ดูละครดูซีรีย์คือไม่ใช่ว่าคนเหล่านี้ เขาไม่พักเบรกเลยไม่ใช่ไหมครับ แต่เขาเข้าใจว่าเวลาเขาแพงมากครับเวลาวันนึงเขามีเวลาจำกัดเขามีคู่แข่งมากมาย ถ้าเขาอยู่เฉยๆเธอถอยหลังแล้ว เพราะฉนั้นคือทำยังไงเขาจะเหนือกว่าคนอื่นได้ ก็คือหนึ่งในนั้นคือความรู้และทักษะการอ่าน การดูการฟัง การเรียนต่างๆครับ

ข้อ 3 คนรวยไม่ทำงานครับแต่คนรวยทำธุรกิจครับ อาจดูเหมือนขี้เกียจนะไม่ทำงานไม่ใช่อย่างนั้นนะครับ คือที่เขาไม่ทำงานเพราะว่าการทำงานเป็นการขายเวลาอย่างหนึ่ง พอขายเวลาสิ่งที่ตามมาคือคุณจะมีเพดานเวลา เพราะทุกคนก็มี 24 ชั่วโมง ทำได้แค่นี้ครับ 8 ชั่วโมง 11 ชั่วโมง 12 ชั่วโมง 15 ชั่วโมงนี้ก็เยอะมากแล้วนะครับ พอมีเพดานเวลาสิ่งที่ตามมาคือเพดานรายได้ครับ คนรวยไม่มีเพดานรายได้ครับเพราะว่าเขาไม่ได้อยู่ในกฎของเวลา เขามีแต่เพิ่มเวลาด้วยซ้ำไป เช่น เพิ่มสาขา เพิ่มแฟรนไชส์ เพิ่มการลงทุน เพิ่มธุรกิจเพราะฉะนั้นสังเกตได้เลยคนรวยทุกคนทำธุรกิจและลงทุนหมดครับ แต่ต้องย้ำอีกทีนะครับว่าไม่ได้บอกว่าการทำงานไม่ดี การทำงานประจำไม่ดี ไม่ใช่ไหมอย่างนั้นครับ มันอยู่ที่ตอบโจทย์คุณไหม ถ้ามันตอบโจทย์คุณไม่เป็นไรเลยครับ ถ้ามันทำให้คุณมีความสุขก็ทำไป แต่ถ้าเราคุยกันถึงความรวยระดับที่ทำอะไรก็ได้ เมื่อไหร่ก็ได้ ที่ไหนก็ได้ กับใครก็ได้ การทำงานประจำไม่ตอบโจทย์ครับ ย้ำว่าไม่ได้บอกงานประจำไม่ดี มันก็เป็นที่ทำให้คุณได้เรียนรู้ที่ดีนะครับ แต่ถามว่ามันทำให้คุณร่ำรวยได้เลยไหมถึงขั้นที่เราคุยกันนะคงไม่ได้นะครับ

ข้อ 4 คนรวยไม่หนีปัญหาครับ ตรงข้ามเขาวิ่งชนปัญหาด้วยซ้ำไป เพราะคนรวยเข้าใจ ว่ายิ่งแก้ปัญหาที่ใหญ่ รายได้ยิ่งเยอะครับ ยกตัวอย่างให้เห็นภาพมากขึ้นนะครับว่า ขนาดของปัญหาเนี่ยจะเท่ากับขนาดของรายได้เสมอ ถ้าคุณแก้ปัญหาเล็กน้อยได้คุณก็จะเล็ก ถ้าคุณแก้ปัญหาใหญ่รายได้สินเชื่อบัตรคนจนคุณก็จะใหญ่ก็จะเยอะครับ เพราะฉะนั้นถ้าวันนี้คุณอยากจะมั่งคั่งร่ำรวยจริงๆนะคุณต้องชอบ แล้วก็ต้องถือว่าปัญหาคือโอกาสในการสร้างรายได้ ปัญหาคือโอกาสในการพัฒนาตัวเองครับ จากนี้ไปเวลาคุณเจอปัญหาต้องรู้สึกว่าขอบคุณและดีใจด้วยซ้ำไปครับ ขอบคุณนะที่ทำให้ฉันเก่งขึ้นแกร่งขึ้น และให้เข้าใจว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาที่คุณต้องเจอ ถ้าคุณอยากประสบความสำเร็จระหว่างทางไม่ใช่ปัญหาเป็นไปไม่ได้ครับ คนที่ไม่เจอปัญหา มีอยู่คนเดียวครับ คือคนที่ตายแล้วเท่านั้นครับ

ข้อ 5 คนรวยไม่กระจายการลงทุนครับ ซึ่งตอนนี้ผมเข้าใจว่า ตอนนี้หลายคนฟังอยู่รู้สึกว่ามันขัดๆใช่ไหม เพราะว่าในความรู้เดิมที่คุณเคยเรียนเคยฟังมาจากที่ไหนก็ตาม “ได้เงินมาก็กระจายการลงทุน กระจายความเสี่ยงนะ อย่าเอาไข่ใส่ไว้ในตะกร้าเดียวใช่ไหม” ต้องบอกว่าการกระจายความเสี่ยงนั้นดีนะไม่ใช่ไม่ดีนะครับ แต่มันต้องมาตอนไหนต่างหากมันมีประโยคหนึ่งของเขาบอกว่า การกระจายความเสี่ยงอาจจะช่วยปกป้องความมั่งคั่งของคุณได้นะ ก็คือไม่ทำให้คุณเนี่ยะเจ๋ง แต่มันไม่ทำให้คุณรวยครับ แต่ถ้าคุณอยากจะมั่งคั่งร่ำรวยเนี่ยคุณจะต้อง concentrate ครับ ก็คือโฟกัสหรือว่ากระจุกการลงทุนนั้นเองครับ สังเกตมหาเศรษฐีทุกคนได้นะครับในตอนต้นเนี่ยการลงทุนของเขาจะโฟกัสเสมอนะครับ คือจะไม่กระจายไปทั่วไปหมดเลยนะครับ เช่น ลงทุนในหุ้นก็จะไม่กี่ตัว อาจจะ 5 ตัวไม่ใช่แบบซื้อ 30 ตัว 30 ตัวนี้คือเหมือนถ้าจะเป็นกองทุนดัชนีของตัวเองแล้วนะครับ แต่เมื่อไรก็ตามมีพอร์ตใหญ่แบบเป็นร้อยล้านพันล้าน เขาอาจจะกระจายมากขึ้นและซื้อหลายตัวมากขึ้นเพราะ 1 คือเงินเขาใหญ่ขึ้น แน่นอนมันต้องมันต้องกระจายมากขึ้น กับ 2 คือเขาไม่มีความจำเป็นจะต้องเสียต่อไปแล้วเพราะเขารวยแล้วจริงไหม เพราะฉะนั้นการกระจายความเสี่ยงนี่แหละมันช่วยปกป้องความมั่งคั่งจริงๆ นั่นแหละคือวัตถุประสงค์ของ diversification หรือว่าการกระจายความเสี่ยงครับ เพราะฉะนั้นคุณอยากจะมั่งคั่งร่ำรวยจริงๆคุณจะต้องกระจุกหรือ Focus การลงทุนและการทำธุรกิจด้วยกันเช่นเดียวกันสังเกตไหมว่าไม่มีเศรษฐีคนไหนเริ่มต้นธุรกิจทำพร้อมกัน 7 อัน ทำหนึ่งให้ดีแล้วค่อยมี สอง สาม สี่ ห้า ว่าไป แต่ต้องไปอันหนึ่งที่อยู่ตัวก่อนนะครับ